บทที่365 เรื่องตั้งนมนาน ลืมไปหมดแล้ว
พอขึ้นรถ หน้าว่านต้าเผิงก็บูดบึ้งในทันที
ไม่ได้เจอกันเสียนาน ความโลภของลิ่วจื่อนับวันจะยิ่งหนักข้อขึ้น!
รถหักเลี้ยง ผ่านชายป่า ออกสู่ทุ่งกว้าง
คนขับรถที่ด้านหน้าขมวดคิ้ว “คุณว่านครับ ที่ด้านหน้ามีคนจอดรถขวางไว้”
เขาขมวดคิ้ว เงยหน้าขึ้นมอง มีแสงวาบในดวงตา
“ลงมาจากรถ!”
ร่างอวบเคลื่อนกายออกจากเบาะหลังรถ ด้วยท่าทางสุขุมเขาเดินเข้าหารถที่สีดำที่จอดอยู่ใกล้ๆ
เขาใช้นิ้วเคาะหน้าต่าง ครู่หนึ่ง กระจกหน้าต่างก็เลื่อนลง เผยให้เห็นใบหน้าคน
ใบหน้าเจ้าเนื้อของว่านต้าเผิงขยับเข้าใกล้ จากนั้นปากก็ตวัดขึ้นเป็นรอยยิ้ม “คุณเสิ่น ให้คุณรอนานแล้ว!”
“ออกไปได้ คุณเสิ่นมีธุระคุยกับคุณว่าน คุณว่าคิดว่าไง” สีหน้าท่าทางของเสิ่นลั่งยังคงเย็นชา เขายังใช้คำพูดที่ฟังดูเหนือกว่า ราวกับว่าตัวเองไม่ได้เดือดร้อนเรื่องแหล่งสินค้า
ว่านต้าเผิงแอบด่าไอ้ตาเจ้าเล่ห์อยู่ในใจ เพื่อไม่ให้ลิ่วเอ่อร์รู้ตัวว่าโดนแทงข้างหลังเขาจึงตีมึนขอตัวออกมาก่อน
ใช่ว่าไม่คิดคำนึงถึงพี่น้อง แต่ว่าฝ่ายตรงข้ามนั้นพราวไปด้วยเล่ห์เหลี่ยม
ใจเขาวุ่นวายสับสน แต่สีหน้ายังคงยิ้มแย้ม “แน่นอน ไม่ทราบว่าคุณเสิ่นจะมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เราหาเวลาทานของว่างกัน ผมเป็นเจ้ามือเอง!”
“คืนนี้เป็นยังไง” เสิ่นลั่งพูด
“ถ้างั้นก็คืนนี้ ผมจะให้คนจองห้องส่วนตัวเองไว้ให้” ว่านต้าเผิงไม่รอให้ลิ่วเอ่อร์พูดต่อเขาก็จัดแจงให้เสร็จสรรพ
เสิ่นลั่งไม่พูดอะไร จากนั้นก็กดปิดกระจกหน้าต่าง
ว่านต้าเผิงไม่ได้สนใจ เขาสั่งให้คนขับรถนำทางไป
เสิ่นลั่งเอนตัวตามสบายไปบนเบาะรถ ดวงตาเป็นประกาย
“บอสครับ เราไม่สนใจทางนี้แล้วหรอครับ” ผู้ช่วยข้างกายเขาถามด้วยความรอบคอบ
เสิ่นลั่งยิ้มอ่อน “ฉูเจ๋อหยางไม่ใช่ว่าใครจะเล่นเขาได้ง่ายๆ แน่นอนว่าเรื่องนี้ต้องจัดการ ไม่เพียงแต่ต้องจัดการเท่านั้น ต้องจัดการให้ดีด้วย”
ผู้ช่วยคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นเขาก็เข้าใจได้ในทันที จากนั้นประสาทสัมผัสทั้งห้าของเขาก็มุ่งไปยังเสิ่นลั่งด้วยความชื่นชมนับถือ
ภูมิหลังขอบฉูเจ๋อหยางนั้นยิ่งใหญ่มาก คนอื่นอาจจะไม่รู้ แต่ว่าเสิ่นลั่งซึ่งเป็นเหมือนคนกุมอำนาจของตระกูลเสิ่น ไม่มีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้
สำหรับลิ่วเอ่อร์ซึ่งเป็นคนตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น กล้าลองดูกลับตระกูลเสิ่นรึ สมองเขาคงได้รับความกระทบกระเทือน
แต่ถ้าหากว่าเขาจัดการซึ่งๆหน้า เบื้องหลังก็จะใสสะอาด ก็จะไม่มีใครพบเบาะแสใดๆ เรื่องนี้ก็จะไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆกับตระกูลเสิ่นเลยแม้แต่น้อย
ในทางกลับกัน ถ้าหากว่าแค่ให้เบาะแสนิดๆหน่อยๆ….
นั่นก็จะทำให้ตระกูลหลู่ติดหนี้บุญคุณเขาครั้งใหญ่!
“ถ้าอย่างนั้นลิ่วเอ่อร์และคนที่เหลือที่อยู่ที่นั่น….” ผู้ช่วยถามอย่างมีความนัย
เสิ่นลั่งโบกไม้โบกมือ “เจ้าเด็กแสบนั่นมีประโยชน์อยู่บ้าง ให้คนพวกนั้นเก็บเด็กเอาไว้ อย่าให้ฉูเจ๋อหยาง ถ้าทำไม่ได้ ก็ฆ่าปิดปากทิ้งซะ เข้าใจมั๊ย”
สำหรับว่าลิ่วเอ่อร์จะทำให้ฉูเจ๋อหยางต้องจ่ายด้วยราคาที่แย่มากหรือไม่นั้น นั่นไม่ใช่เรื่องที่เขาใส่ใจอะไรนัก
“ครับ! ทราบแล้วครับบอส” ผู้ช่วยรู้สึกชื่นชมเจ้านายของเขาในใจอีกครั้งหนึ่ง
เสิ่นลั่งอารมณ์ดีค่อยๆหันมองออกไปนอกหน้าต่าง
ตึกสูงระฟ้า เขามองไปยังอาคารของตระกูลเสิ่น
คนที่กล้าข่มขู่เขาเสิ่นลั่ง อ้า จะต้องได้รับบทเรียน
…..
ฉูเจ๋อหยางซึ่งออกมาทานอาหาร ที่จริงแล้วก็เป็นร้านอาหารที่ไม่ไกลจากโรงพยาบาลนัก พวกเขาเป็นคนเจ็บทั้งคู่ ไม่ควรจะเคลื่อนไปไหนไกล
เนื่องจากเป้ยฉ่ายเวยเป็นผู้ที่ได้รับบาดเจ็บน้อยที่สุดในวันนี้ ฉูเจ๋อหยางจึงได้ขอให้เธอเป็นคนเข็นรถเข็นให้
เป้ยฉ่ายเวยซ่อนตัวอยู่ที่ด้านหลัง ไม่ได้เต็มใจนัก “คุณเข็นเองคล่องแล้วไม่ใช่รึ”
เขาก็เข็นคล่องออกอย่างนั้น เธอเห็นมากับตาตัวเอง
นัยน์ตาดำขลับของเขาเผยเห็นรอยยิ้ม มีแสงเปล่งประกายซ่อนไว้ในแววตา
“จะเลี้ยงข้าวแล้วยังไม่ช่วยเข็นอีกหรอ”
เป้ยฉ่ายเวยหยุดนิ่งเล็กน้อย เธอเกือบจะยืนขึ้น
เธอพูดอีกครั้งพร้อมทำปากจู๋ “คุณจะเลี้ยงเอง ฉันไม่ได้บังคับ”
“เลี้ยงโจ๊กกับของว่างแค่นี้ก็ทำเป็นขึ้นเสียงด้วยหรอ ผมไม่ยอมปล่อยให้รุ่ยรุ่ยทานของถูกๆไม่สะอาดพวกนั้นหรอกนะ” ฉูเจ๋อหยางพูดประชดประชัน
เป้ยฉ่ายเวยก็ไม่ยอม “เลี้ยงโจ๊กของว่างแล้วไง ดูถูกหรอ โจ๊กและของว่างที่ฉันทำคุณก็ทานไปใช่น้อยเมื่อไหร่”
ฝีมือเธอดี ฉูเจ๋อหยางยุ่งเกินที่จะดูแลเรื่องอาหารการกินของตัวเอง เธอทำโจ๊กและของว่างให้เขาทานไปไม่น้อย
ฉูเจ๋อหยางเลิกคิ้วเล็กน้อย “ลืมแล้ว เรื่องตั้งนมนาน ลืมไปหมดแล้ว”
ใจเป้ยฉ่ายเวยเจ็บแปลบ
เขาไม่เคยจำเลยต่างหากล่ะ
ฉูเจ๋อหยางเห็นสีหน้าเธอ ใจเขาก็รู้สึกว่าเสียไม่ได้
ถ้าหากว่าเห็นความร้ายกาจของเธอตั้งแต่เมื่อก่อน เขากลัวว่าจะเข้าใจการแสดงออกของเธอผิดๆอีกครั้ง
เธอต้องทำน้อยใจขนาดนั้นด้วยหรอ
มืออันใหญ่มหึมาทำเป็นวงกลม เขาหมุนล้อรถเข็นไปยังเบื้องหน้าเธอ “ถ้ามีเวลาเข้าครัวก็ทำโจ๊กกับของว่างมาให้ผมได้ทบทวนรสชาติหน่อย เรื่องสำคัญตอนนี้ก็คือไปทานข้าว”
เป้ยฉ่ายเวยลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะไปเข็นรถที่ด้านหลัง ไม่อยากให้เขาเห็นสีหน้าของเธอ
“ฉันไม่ได้ยอมคุณนะ แต่คุณเข็นช้าเหลือเกิน ฉันอยากรีบเอาข้าวกลับมาให้รุ่ยรุ่ย” เป้ยฉ่ายเวยกระแอมก่อนจะพูดแก้ตัวให้ตัวเอง
ฉูเจ๋อหยางทำหน้าตาเฉย ราวก็ไม่ได้ยินเสียงเธอพึมพำ
เท้าของเป้ยฉ่ายเวยเดินไม่สะดวก เดินไปได้ไม่ไกล พอถึงชั้นล่าง ออกจากประตูโรงพยาบาล เดินไปสักพักก็ถึงร้านอาหารซึ่งดูไม่เลวนัก
“ที่นี่แล้วกัน”
ด้วยการต้อนรับจากพนักงานเสิร์ฟ ทั้งสองได้ถูกจัดให้นั่งที่ที่นั่งด้านหน้าติดกับหน้าต่าง สามารถมองเห็นวิวที่ด้านนอก มีแมกไม้ทางด้านนอกปิดกั้นไว้ ค่อนข้างเป็นส่วนตัว
“คุณผู้ชาย คุณผู้หญิงเชิญดูค่ะ นี่เป็นเมนูของเรา” พนักงานเสิร์ฟเข้ามาให้บริการด้วยท่าทางสุภาพและอ่อนน้อม หางตาหล่อนเป็นประกายแอบจดจ้องไปที่หน้าตาของฉูเจ๋อหยาง
ถ้าหากเห็นไม่ผิด เขาคือทนายชื่อดังของเมืองจิ่นอัน ไม่คิดว่าวันนี้จะมีโชคได้พบทนายฉูพาเพื่อนสาวมาทานข้าว “อยากทานอะไร” ฉูเจ๋อหยางถามขึ้นอีกครั้งถึงหัวข้อที่ยังไม่ได้คำตอบตั้งแต่จากในห้องพักผู้ป่วย เป้ยฉ่ายเวยรับเมนูไปดู เธอถึงกับตกตะลึง ราคาอาหารในเมืองจิ่นอันแพงขนาดนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่ “ปูรึ” ถ่ายรูปซะสีสันสดใส ทำให้ดวงตาของเธอก็หรี่ลง เธอนึกขึ้นได้ว่าก่อนนี้จื่อเชียนก็เคยสั่งปูแบบนี้ให้เธอ ช่วงเวลานั้นเธอก็เออออห่อหมกไปด้วย เหอเหอ! เป้ยฉ่ายเวยใช้สายตามองด้วยความรังเกียจ “อาหารทะเลเป็นของแสลง” คนเจ็บทั้งสามคน จะทานปูได้ยังไง “งั้นคุณทานโจ๊กก็แล้วกัน” ฉูเจ๋อหยางโยนเมนูลงบนโต๊ะ เขาไม่รอให้เป้ยฉ่ายเวยพูดอะไรก็หันไปบอกกับพนักงานเสิร์ฟ “เอาสเต็กชุดหนึ่ง สุกปานกลาง” “อย่าไปฟังเขา เขาล้อเล่นค่ะ” เป้ยฉ่ายเวยหูตาว่องไว เธอคว้ามือพนักงานเสิร์ฟซึ่งกำลังจะจดรายการอาหารเอาไว้ เธอหันไปมองฉูเจ๋อหยางอย่างไม่อยากจะเชื่อ “คุณบ้าไปแล้วรึเปล่า ตอนนี้คุณทานเนื้อวัวได้ที่ไหน มีสามัญสำนึกบ้างมั๊ย” ฉูเจ๋อหยางเลิกคิ้ว สายตาลุ่มลึกจับจ้องไปที่เธออย่างรวดเร็ว จนเธอต้องหยุดพูด
copy right hot novel pub